เครือข่ายประชาชนมีความเชื่อว่าโครงการพัฒนาจะต้องทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่และตามศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ไม่ใช่ทำเพื่อตอบสนองต่างชาติ(เจ้าของทุนให้ทำแผนฯ)ทำลายฐานชีวิตของคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร ประมงชายฝั่ง การท่องเที่ยว รวมทั้งการศึกษาและการบริการ...
ทำไมต้อง “ปฏิบัติการ เพชรเกษม 41”
1. ชื่อนี้บอกอะไร
เมื่อได้ยินวลีว่า “ปฏิบัติการ เพชรเกษม 41” เป็นครั้งแรก ท่านนึกถึงอะไร รู้สึกอย่างไร และคาดเดาอะไรได้บ้างไหม? บางคนฟังแล้วบอกว่า “ไม่เข้าใจ แต่รู้สึกน่ากลัว” แต่เมื่อมีประโยคขยายว่า “คนใต้ขอกำหนดอนาคตตัวเอง” ก็พอเดาได้บ้าง
เพชรเกษม เป็นชื่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ก่อสร้างปี 2493 ตั้งชื่อตามอธิบดีกรมทางหลวง-แถบ เพชรเกษม) จากกรุงเทพฯสู่ 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อมาถึงอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ถนนนี้ก็แยกออกเป็นสายรหัส 41 สู่อำเภอสวี (สาย 4 เดิมสู่ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง) จนถึง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง แล้วบรรจบกับสายหมายเลข 4 อีกครั้งหนึ่ง จนไปถึงประเทศมาเลเซียที่อำเภอสะเดา
คำว่าปฏิบัติการ เป็นชุดกิจกรรมเพื่อเป้าหมายบางอย่าง เรามักจะได้ยินคำนี้จากวงการทหาร จึงฟังดูน่ากลัว แต่ในวงการอื่นก็ใช้คำนี้ ไม่เห็นน่ากลัว เช่น ปฏิบัติการฝนหลวง เป็นต้น ถ้าใช้ชื่อภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็น “Petchkasem 41 Operation”
2. จะทำอะไร มีเป้าหมายอะไร
กิจกรรมที่จะทำก็คือ เครือข่ายภาคประชาชนทุกจังหวัดในภาคใต้จะมารวมตัวกันที่ถนนเพชรเกษม 41 ชุมพรเพื่อบอกต่อรัฐบาลใหม่และสาธารณะทั่วไปว่า
(1) คนปักษ์ใต้ไม่เห็นด้วยกับแผนพัฒนาภาคใต้ที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาซึ่งได้รับการสนับสนุนผ่านทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (ADB) เพราะเป็นโครงการเมกะโปรเจ็คที่ตอบสนองทุนต่างชาติที่เป็นอุตสาหกรรมหนักและสกปรก เช่น นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็กต้นน้ำ สะพานเศรษฐกิจที่เน้นการขนส่งน้ำมันและผลผลิตต่อเนื่อง ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถ่านหิน ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิมของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงจนประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้อง ดังที่เป็นข่าวมาตลอดในช่วง 5-6 ปีมานี้ เราเรียกอุตสาหกรรมใน
ลักษณะนี้ว่า “อุตสาหกรรมเลื่อนลอย” โดยย้ายฐานการผลิตข้ามประเทศ
(2) เครือข่ายประชาชนมีความเชื่อว่า โครงการพัฒนาจะต้องทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่และตามศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ไม่ใช่ทำเพื่อตอบสนองต่างชาติ (เจ้าของทุนให้ทำแผนฯ) ทำลายฐานชีวิตของคนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร ประมงชายฝั่ง การท่องเที่ยว รวมทั้งการศึกษาและการบริการ
ที่สำคัญ เราขอกำหนดอนาคตของตนเอง เพื่อการพึ่งตนเองและเป็นอิสระ ไม่ใช่พัฒนาไปสู่ความเป็นทาสขายแรงงานราคาถูก
3. ทำไมต้องทำตอนนี้
ความจริงแล้วแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้หรือที่รู้จักกันในนามเซ้าท์เทินซีบอร์ดได้เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ (โดยการสนับสนุนของ ADB และไจก้าโดยรัฐบาลญี่ปุ่น) ส่วนที่เห็นชัดเจนคือถนนหรือที่เรียกกันว่าสะพานเศรษฐกิจ สายสุราษฎร์ พังงา ที่มีขนาดกว้างมโหฬาร เพราะจะมีท่อขนส่งน้ำมันอยู่ตรงกลาง แต่ขณะนี้ก็ยังมีแค่ถนน
เมื่อนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแออัดก็มีความคิดจะโยกนิคมอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีระยะที่สามไปยังชายฝั่งทะเลภาคใต้
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยกระบวนการที่เรียกว่า “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2552” ซึ่งเป็นกระบวนการรับฟังความคิดจากทุกภาคส่วนทั้งชาวบ้าน ภาครัฐ และภาควิชาการ จึงมีมติให้รัฐบาลทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้ทั้งหมด โดยจัดให้มีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่าย ทั้งนี้ให้สภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพ ในที่สุด ครม.ชุดอภิสิทธิ์เห็นชอบตามมติสมัชชาสุขภาพ เมื่อ 20 กรกฎาคม 2553
แต่แล้ว สภาพัฒน์แทนที่จะจัดการตามมติ ครม. สภาพัฒน์กลับไปว่าจ้างสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งให้จัดทำแผนใหม่ โดยที่ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมอีกเช่นเคย
ขณะเดียวกัน ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงว่าจะทำแลนด์บริดจ์สงขลา-บางบารา จังหวัดสตูล
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมต้องปฏิบัติการในช่วงนี้ ช่วงก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภาพข้างล่างนี้คือส่วนหนึ่งของรายละเอียดเกี่ยวกับแผนภาคใต้ ค้นหาได้จากhttp://songkhlahealth.org/stop.southern.seaboard

4. ผังประเทศไทย 2600:เขากำหนดชะตาชีวิตเราล่วงหน้า 50 ปี!
ตามที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อที่ 3 ว่าแผนพัฒนาต่าง ๆ ของภาคใต้นั้นจัดทำขึ้นโดยบริษัทที่ปรึกษาที่ประชาชนไม่เคยได้มีส่วนร่วมกำหนด แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้น บริษัทที่ปรึกษาอีกเช่นกันได้กำหนดอนาคตชีวิตของคนไทยไว้ล่วงหน้าถึง 50 ปี คือถึงปี พ.ศ. 2600 ภายใต้ชื่อ “ผังประเทศไทย 2600”

ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างเกาะติดพบว่า มีการอนุมัติโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่สอดคล้องกับผังนี้ ซึ่งมีผลกระทบถึงระบบนิเวศน์และชุมชนอย่างมาก
อ้อ แผนนี้จัดทำขึ้นตาม ครม. 9 ก.ค. 2545 (ใครเป็นนายกฯ ไล่เรียงเอาเองนะ)โดยให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการ โดยอ้างว่า “ให้สอดคล้องกับบทบาทและศักยภาพของพื้นที่ ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์” โลกาภิวัตน์! มีคนนิยามคำนี้ว่า “คือรัฐบาลหรือองค์กรของโลกที่ประชาชนไม่ได้เลือก แต่มันเข้าไปทำอะไรในประเทศต่างๆ ได้เกือบทั่วโลก”
5. โครงการขนาดยักษ์ในภาคใต้มีอะไรบ้าง
ขอเริ่มที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก่อน ที่จังหวัดชุมพรมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดหนึ่งพันเมกะวัตต์ ซึ่งแม้เขาได้เลื่อนการตัดสินใจว่าจะตั้งที่ใดออกไปอีก 3 ปีเพื่อลดกระแสการต่อต้านจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นระเบิดก็ตาม แต่ก็ทราบกันในพื้นที่ว่าทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตยังคงลงพื้นที่โฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ที่กำลังเป็นกระแสคัดค้านกันอยู่คือโรงไฟฟ้าถ่านหินสองโรง(รวม 1600 เมกะวัตต์) ที่นครศรีธรรมราช และโรงไฟฟ้าก๊าซ 800 เมกะวัตต์ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า “ในเมื่อบ้านเมืองต้องการพัฒนา ก็ต้องใช้ไฟฟ้าซิ จะให้กลับไปใช้ตะเกียงหรือ” บางท่านห่วงใยไปว่า “รัฐบาลใหม่ยังไม่ได้ทำงานเลย จะมาประท้วงกันแล้วเหรอ”
การทำความเข้าใจในเรื่องที่มีรายละเอียดต้องใช้เวลา แต่น่าเสียดายที่สังคมไทยยุคนี้มักจะ “ไม่มีเวลา” หรือ“สมาธิสั้น” ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่มากระทบกับวิถีชีวิตของตนเอง แต่ขณะเดียวกันสังคมไทยก็ใช้เวลาไปกับการดูละครน้ำเน่าที่สนับสนุนรายการโดยพ่อค้าพลังงานขนาดใหญ่ (โปรดอ่านอีกครั้ง)
ขอโทษนะ ถ้าเปรียบสังคมเป็นไก่ในลานบ้านเดียวกัน โดยปกติไก่ตัวผู้จะไม่ชนกันเอง อาจจะมีการไล่จิกกันบ้างเพื่อแย่งอาหารหรือตัวเมีย แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะต้องชนกัน แต่ถ้าเราอยากจะให้มันชนกัน เราก็ใช้เขม่าก้นหม้อหรือ “มีดหม้อ” (ในภาษาปักษ์ใต้) มาทาหน้าไก่ คราวนี้แหละมันจะชนกันเอง
“มีดหม้อ” ทำให้ไก่ในบ้านเดียวกันจำกันไม่ได้ฉันท์ใด ในสังคมคนก็คือ “ชุดความคิดและข้อมูล” ทำให้คนเรามีความคิดเห็นต่างกันฉันท์นั้น
กลับมาที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้า หลังจากผ่านการคิดด้วย “ชุดข้อมูลที่สาธารณะไม่ได้รับรู้” พบว่า ปัจจุบันคนภาคใต้ใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ แต่ทำไมต้องสร้างเพิ่มมาอีกถึง 3,400 เมกะวัตต์ จำนวนประชากรก็ไม่ได้เพิ่มมากมายถึงขนาดนั้น
ปัจจุบัน การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่าประมาณ 21% ที่ใช้ในครัวเรือน ใช้ในภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุดประมาณ 40% โดยจ่ายค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในราคาถูกกว่าภาคครัวเรือน
นอกจากนี้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือยมากในภาคบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯเพียง 3 ห้าง ใช้ไฟฟ้าเท่ากับที่ผลิตได้จากเขื่อน 3 เขื่อน ซึ่งเพียงพอสำหรับคนแม่ฮ่องสอนและระนองรวมกันสองจังหวัด
จาก “ชุดข้อมูล” อีกนั่นแหละพบว่า เขาจะสร้างเตรียมไว้รับภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงถลุงเหล็กต้นน้ำที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา หรือ ที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งโรงถลุงเหล็กนี้ นอกจากจะใช้ไฟฟ้าจำนวนมากแล้ว ยังต้องใช้ถ่านหินนำเข้า แร่เหล็กที่เป็นวัตถุดิบก็นำเข้าทั้งหมด เมื่อถลุงแล้วผลผลิตส่วนใหญ่ก็ส่งออก
เราเริ่มเห็นบทบาทของโลกาภิวัตน์ชัดเจนขึ้นบ้างแล้วนะ! ว่ามันคือรัฐบาลข้ามชาติที่คนในชาติไม่ได้เลือก
นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่มากทั้งฝั่งสงขลาและอันดามัน มีการถมทะเล



พูดถึงแหล่งปิโตรเลียม นายทรงภพ พลจันทร์ รักษาการอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า “ผมบอกได้คำเดียวว่า ถ้าเราเจอก๊าซในทุกโครงสร้างของภาคอีสาน ผมว่าไทยจะใหญ่กว่าประเทศซาอุดิอาระเบียเสียอีก แต่ที่ผ่านมาโอกาสเจอก๊าซในภาคอีสานอยู่ที่ 20% เมื่อเทียบกับอ่าวไทยเจอในระดับ 50-60% และบางโครงสร้างที่ขุดเจาะสำรวจต้องใช้เวลากว่า 20 ปีถึงจะเจอหลุมก๊าซฯ” (ASTVผู้จัดการ 10 มกราคม 54)
นี่คือข่าวดี แต่ข่าวเศร้าก็คือ ไทยเก็บค่าภาคหลวงในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก และมีการตั้งบริษัทลูกมารับซื้อในอัตรา 45-67% ของราคาตลาดโลก เพื่อกดราคาค่าภาคหลวงให้ต่ำลงไปอีก แล้วขายต่อให้คนไทยในราคาที่สูงกว่าการส่งออก
7. ทิศทางการพัฒนาที่คนใต้ควรจะเดิน
เราได้เดินตามก้นประเทศมหาอำนาจมาตลอด 50 ปี ผลเป็นอย่างไร เศรษฐกิจ
และสังคมของมหาอำนาจกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงที่สุด หนี้สินภาครัฐล้นพ้นตัว
คนตกงานจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯเท่านั้น ในยุโรป รวมทั้งการจราจลในอังกฤษก็เริ่มต้นจากคนว่างงานซึ่งมีอัตราสูงถึง 19.6%
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัญหาสังคม ยาเสพติด การหย่าร้าง รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม-โลกร้อน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นและรุนแรงมากในบ้านเกิดเมืองนอนของเราเอง
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคิดใหม่เรื่องเป้าหมายของชีวิตและเป้าหมายของประเทศชาติ การเดินไปตามทางเดิมที่มุ่งแต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวเป็นหนทางไปสู่หายนะ เพราะมีการล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างมโหฬาร
เราเคยส่งดีบุกมากเป็นอันดับสองของโลก เดี๋ยวนี้หมดเกลี้ยงแล้ว เราผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้เป็นอันดับที่ประมาณ 25-30 ของโลก แต่ประชาชนไทยได้ผลประโยชน์ต่ำที่สุดในโลก มีการคอร์รัปชันเชิงนโยบายที่ซับซ้อน ยากที่จะจับได้ไล่ทัน
ในเรื่องเป้าหมาย มีนิทานเรื่อง “เทวดากับหนอนในอาจม” ทั้งสองเคยเป็นเพื่อนรักกันมากเมื่อชาติก่อน เมื่อเจอกันก็ต้องถามสารทุกข์สุกดิบ เทวดาบอกว่า “ชีวิตข้าฯสบายมาก เพราะมีคนมาคอยบำเรอ คิดจะกินอะไรก็ได้กิน” หนอนได้ฟังดังนั้นก็สงสารเพื่อนที่ต้องลำบาก “เอ็งโชคร้ายมาก ที่ต้องเหนื่อยกับการคิด สู้ข้าฯไม่ได้ ไม่ต้องคิด เพียงแค่อ้าปากก็ได้กินแล้ว”
เป้าหมายของชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้กินเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่คอร์รัปชัน มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีหลักประกันสุขภาพ
แต่การพัฒนาของประเทศเรากลับเน้นในเรื่องการส่งออกเพียงอย่างเดียว แล้วเป็นการส่งออกของทุนต่างชาติ ไม่สนใจความเหลื่อมล้ำ ถึงค่าแรง 300 บาทก็คงไม่พอยาไส้ (เมื่อสินค้าแพงขึ้นอีก) ด้วยเหตุนี้ คนใต้จึงขอกำหนดอนาคตตนเองและขอบอกให้รัฐบาลใหม่รับทราบล่วงหน้า
ข้อมูลที่อยากจะบอกเพิ่ม เช่น พลังงานแสงแดดเริ่มมีราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ในรัฐ North Carolina) โรงไฟฟ้าจากไม้ฟืนสามารถสร้างงานได้จำนวนมาก และโลกกำลังจะขาดแคลนอาหารซึ่งภาคใต้เราอุดมสมบูรณ์ที่สุดทั้งบนบกและทะเล
แต่ทำไมนักการเมืองไทย จึงไม่คิดบนฐานนี้บ้าง การกำหนดอนาคตตนเองไม่ใช่เรื่องใหม่ บรรพบุรุษของเราก็เป็นเช่นนี้มาตลอด แต่เพิ่งสูญเสียไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราต้องเรียกจิตวิญญาณที่เป็นอิสระและพึ่งตนเองนี้กลับคืนมา เราจำเป็นต้องทำ ต้องประกาศเจตนารมณ์เพื่อลูกหลานของเราเอง เราต้องยืนหยัดทำให้สำเร็จ
แสงนภา สุทธิภาค
ลิ้งข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้
|