Loading

ผลการดำเนินโครงการ ระยะที่ 2

 ผลการดำเนินโครงการ ระยะที่ 2

โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง ระยะที่ 2
Urban Community Environmental Activities
(พฤษภาคม 2542 – เมษายน 2546)

เป็นโครงการสนับสนุนการพัฒนาองค์กรเครือข่ายชุมชน โดยเน้นหลักการกระจายอำนาจ บทบาทหน้าที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมบริหารจัดการงบประมาณ และติดตามประเมินผลด้วยกัน

การพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงชุมชนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และกิจกรรมโครงการต่าง ๆ เน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการ
 
การเปิดโอกาสให้องค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้ดีขึ้น เป็นการสร้างชุมชนให้น่าอยู่ตามแบบที่คนในชุมชน คิดเอง ทำเอง ส่งผลให้เกิดโอกาสพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ในระยะที่ 1 จำนวน 196 โครงการ และระยะที่ 2 กำลังดำเนินการ ผลที่เกิดขึ้น คือ เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณน้อย ทำให้สำเร็จได้เร็ว ชาวบ้านเกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง รู้สึกรักและเป็นเจ้าของ จึงดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมโครงการที่ชุมชนหรือเครือข่ายทำร่วมกัน นำไปสู่การพัฒนาเรื่องอื่น ๆ เช่น การออมทรัพย์ การจัดสวัสดิการ ฯลฯ และทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าใจบริบทการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นการสะสมเพื่อนำไปสู่กระบวนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมีคนเป็นแกนหลักในการพัฒนา
 

โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง ระยะที่ 2

คณะกรรมการฯ ได้อนุมัติโครงการฯ ระยะที่ 2 ไปแล้ว จำนวน 132 โครงการ ใน 99 เครือข่าย ครอบคลุม 1,061 ชุมชน งบประมาณ 28,885,158 บาท แบ่งเป็นโครงการฯระดับต่าง ๆ ดังนี้
1) โครงการระดับชุมชน 89 โครงการ งบประมาณ 6,413,248 บาท
2) โครงการระดับเครือข่าย 33 โครงการ งบประมาณ 9,001,310 บาท
3) โครงการสาธิตริเริ่มใหม่  9 โครงการ งบประมาณ 8,470,600 บาท
4) โครงการพิเศษ  1 โครงการ งบประมาณ 5,000,000 บาท
 

โครงการ การพัฒนาสภาพแวดล้อมในระดับชุมชน / ระดับเครือข่าย

การกระจายงบประมาณให้   ชุมชนที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมและอยากจะพัฒนาได้มีโอกาสทำโครงการ โดยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน โครงการของแต่ละชุมชนจะผ่านกระบวนการกลั่นกรองของเครือข่ายและภาคีอื่น ๆ ในท้องถิ่น ซึ่งจะทำหน้าที่คอยติดตามแนะนำให้คำปรึกษา ชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนมี 2 ลักษณะ คือ
 
ชุมชนที่เคยมีประสบการณ์ในการรวมกลุ่ม เช่น การออมทรัพย์ กิจกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อม จึงสามารถเชื่อมโยงสมาชิกในชุมชนให้มีความสัมพันธ์ดียิ่งขึ้น
 
ชุมชนที่ยังไม่เคยมีการรวมกลุ่ม กิจกรรมพัฒนาสภาพแวดล้อม ก็จะเป็นเครื่องมือในการร่วมคิด ร่วมทำของสมาชิกในชุมชน และพัฒนาไปสู่เรื่องอื่น ๆ ต่อไป
กิจกรรมพัฒนาสภาพแวดล้อมในระดับชุมชน ที่เสนอโดยชุมชน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า การจัดการขยะ การขุดลอกขยะตกค้าง ท่อระบายน้ำ ทางเดินเท้า ศาลาเอนกประสงค์ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
 

โครงการสาธิตริเริ่มใหม่ มีดังนี้

1. โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชนใต้ทางด่วนอาจณรงค์ - คลองเตย

เป็นชุมชนที่อยู่ริมคลองหัวลำโพง ใต้ทางด่วน มี 6 ชุมชน เป็นที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย การทางพิเศษ และกรุงเทพมหานคร ชาวบ้านอยู่ร่วมกันมานานกว่า 10 ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและหาบเร่แผงลอย มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย มีการสร้างบ้านเรือนไม่เป็นระเบียบ และบางส่วนล้ำแนวคลอง ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับพักผ่อน ไม่มีที่สำหรับให้เด็กเล่นกีฬา มีปัญหาที่ทิ้งขยะ ไม่มีทางระบายน้ำ ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม ชุมชนอยู่หน้าสำนักงานเขต และตรงกันข้ามมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
 
ด้วยเหตุผลนี้ องค์กรชุมชนทั้ง 6 ชุมชน ร่วมกับโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมฯ มูลนิธิชุมชนเมือง มูลนิธิดวงประทีป สำนักงานเขตคลองเตย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกลุ่มสถาปนิกอิสระ ร่วมกันจัดทำโครงการและสนับสนุนชุมชน
 
  • เพื่อให้ชาวชุมชนได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และร่วมรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม เป็นการปรับปรุงบ้านเรือนบริเวณดังกล่าวให้ดูสวยงาน ด้วยการทาสี ปลูกต้นไม้ ปรับปรุงสภาพบ้านให้ดีขึ้น
  • เป็นโครงการที่เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการพัฒนา การมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน และหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมสนับสนุน อีกทั้งเป็นโครงการนำร่อง และเป็นทางเลือกต่อแนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนแออัดริมคูคลองทั่วประเทศ

กิจกรรมที่ชุมชนริเริ่มทำ

  1. การปรับปรุงที่อยู่อาศัย ด้วยการขยับบ้านออกจากแนวคลอง และช่วยกันออกแบบบ้านที่อยู่ด้านริมคลองให้ดูสวยงานขึ้น โดยมีสถาปนิกร่วมสนับสนุน
  2. ปลูกต้นไม้ สร้างสวนหย่อมภายในชุมชน
  3. ทำรั้วและทาสีบ้านให้สวยงาม
  4. ปรับปรุงทางเดินเท้าภายในชุมชนและสะพานทางเดินริมคลอง
  5. จัดทำการบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือน
  6. จัดระบบการทิ้งขยะในชุมชน รวมทั้งเก็บขยะตกค้างในคลอง
  7. ศึกษาปัญหาน้ำในคลองหัวลำโพงและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

2.โครงการพัฒนาองค์กรเครือข่ายและสิ่งแวดล้อมเพื่อที่อยู่อาศัย  โดยเครือข่ายชุมชนแออัดอุบลราชธานี

ชุมชนแออัด จำนวน 14 ชุมชน ในเขตเทศบาลวารินชำราบ ส่วนใหญ่เป็นคนจน มีอาชีพเก็บขยะขาย หาบเร่ และรับจ้างทั่วไป เพื่อเป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยกระดับ พัฒนาวิถีชีวิตให้พออยู่ พอกิน และให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย หรือดำรงความเป็นชุมชน ซึ่งเป็นปมเงื่อนของการอยู่รอดของคนจน ชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น และได้รับงบสนับสนุน

สนับสนุนจากกองทุนชุมชน เพื่อจัดสวัสดิการ รวมทั้งชุมชนได้จัดทำโครงการคนกับล้อขึ้น โครงการดังกล่าวรวมสมาชิกที่มีอาชีพเข็นรถเก็บขยะ หรือเรียกว่ารถซุก โดยการจัดตั้งโกดังรับซื้อ รีไซเคิลขยะ โดย DANCED สนับสนุน
 
การรวมตัวเพื่อเกิดกลุ่มคนกับล้อ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 โดยในกลุ่มมีผู้มีอาชีพเกี่ยวกับขยะ เริ่มเรียนรู้และจัดการบริหารโกดังกันเอง แก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้า สิ้นปีมีเงินปันผลร้อยละ 2 บาท พัฒนาไปสู่โครงการสร้างแรงงานนอกระบบ ทำการประดิษฐ์ดัดแปลงวัสดุเหลือใช้เหล็ก  ของเก่าที่ซื้อมาเพื่อนำมารีไซเคิล อาทิเช่น  จักรยาน  รถเข็นปลาหมึก  พัดลม รถเข็นขยะ ฯลฯ มีคลีนิกดูแลรักษาสมาชิกที่เจ็บป่วย ซ่อมรถซุกฟรีให้แก่สมาชิก มีการอบรมสมาชิกในการเก็บขยะให้เป็นระเบียบ ขยะอันตราย โกดังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับคนอื่น ๆ ของเมือง ช่วยรณรงค์การคัดแยกขยะ และปีหนึ่ง ๆ ช่วยลดภาระให้กับเทศบาลประมาณ 30 กว่าล้านบาท และขณะนี้ ได้มีการขยายไปสู่โกดังคนกับล้อ 2 (ชุมชนคุรุมิตร – ฝั่งเทศบาลนครอุบลราชธานี) กิจกรรม คือ
 
  1. รับซื้อ – ขาย ของเก่า
  2. ตั้งอู่รถซุก และคลีนิกคนเข็น เป็นสวัสดิการแก่สมาชิกเก็บขยะ
  3. ทำชุมชนนำร่อง “โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อที่อยู่อาศัย” ของชุมชนลับแล ท่าวังแดง คุรุมิตร และเกตุแก้ว โดยใช้เงื่อนไขของอาชีพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวเชื่อม

3.โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัยริมคลองชุมชนเพชรคลองจั่นเครือข่ายเพื่อการพัฒนา

 

เป็นโครงการที่ชาวบ้านอยู่อาศัยริมคลองและรุกล้ำคูคลอง ช่วยกันยกบ้านขึ้นจากคลอง จัดทำผังบ้านใหม่ สร้างทางเดินภายในชุมชนให้เชื่อมต่อกัน เพื่อความสะดวกในการเข้าออก (เมื่อก่อนชุมชนไม่มีทางเข้าออก ชาวบ้านต้องปีนกำแพง) จัดทำสวนหย่อมริมคูคลอง ขุดลอกขยะ บำบัดน้ำเสียจากบ้านก่อนทิ้งลงคลอง ช่วยกันปลูกต้นไม้ในชุมชนให้ร่มรื่น ปรับปรุงศูนย์ ชุมชน จัดระบบการแยกขยะ ทำปุ๋ย  รีไซเคิ้ล และพัฒนาเยาวชน
ป็นโครงการที่เป็นตัวอย่างให้เห็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่อยู่ริมคลอง และมีหน้าที่ดูแลรักษาฟื้นฟูคลอง
 

4.โครงการพัฒนาคลองแม่ข่าจังหวัดเชียงใหม่
 

“คลองแม่ข่า” ถ้านับตั้งแต่อดีต เมื่อสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา คลองแม่ข่าถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมงคลที่พญาเม็งรายทรงเห็นว่าเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การสร้างบ้าน สร้างเมือง และถ้าดูตามหลักภูมิศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ คลองแม่ข่าจะเป็นที่รองรับน้ำที่ไหลมาจากดอยเวลาฝนตก แล้วระบายลงสู่แม่น้ำปิง ป้องกันน้ำท่วมเมืองได้
 
ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางในด้านต่าง ๆ ของทางภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านการแพทย์ ศูนย์กลางกลางด้านการเงินและธนาคาร ศูนย์กลางด้านการการศึกษา ด้านการจ้างงานและแรงงานที่สำคัญ คือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการบริการ เหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผู้คนอพยพหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ เพื่อหวังว่าแห่งความเจริญและความเป็นเมืองศูนย์กลางทั้งหลายดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับตนเอง
 
เมื่อเมืองเชียงใหม่เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดการขยายเมืองเพื่อทำให้เป็นเมืองศูนย์กลางในทุก ๆ ด้าน แต่ขาดการวางแผนและร่วมมือจากหลายฝ่าย มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามา แต่ขาดที่รองรับ จึงก่อให้เกิดชุมชนแออัดตามที่ว่างเปล่าในเขตเทศบาล
 
“อุ้ยแดง” ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนกำแพงงาม ได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อสมัยที่อุ้ยมาอยู่ใหม่ ๆ แถวนี้จะเป็นป่าไผ่ ป่าหนาม ยังมีบ้านคนไม่กี่หลัง คลองแม่ข่ามีสภาพที่กว้างมาก น้ำใสใช้อาบน้ำ ซักผ้า หาปลาได้ ถือว่าเป็นคลองที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่พอมีโรงงานต่าง ๆ เข้ามา มีตลาด คนเริ่มเข้ามาอยู่กันมากเข้า คลองก็เริ่มดำ เริ่มเน่า”
 
แต่การดำเนินวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลอง ที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ วิถีชีวิตดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมมากนัก และยังมีความผูกพันธ์กับวัฒนธรรมประเพณีแบบดั้งเดิม จึงเกิดแนวคิดของกลุ่มชาวบ้านริมคลอง 7 ชุมชน ในแขวงเม็งราย ร่วมกันดูแลรักษาคลอง ขุดลอกคูคลองไม่ให้ตื้นเขิน รณรงค์ไม่ให้มีการทิ้งขยะลงคลอง ทำเป็นเขื่อนธรรมชาติริมคลอง หาวิธีการบำบัดน้ำเสีย ฟื้นฟูประเพณีที่เกี่ยวกับลำน้ำ เช่น พิธีสืบชะตาคลองแม่ข่า เพื่อให้คนในเมืองเชียงใหม่ได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาคลองร่วมกัน สิ่งที่ชุมชนร่วมกันทำเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ประหยัดงบประมาณของเทศบาล เกิดความต่อเนื่องหยั่งยืน
 

5.โครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมครบวงจรในที่อยู่อาศัยใหม่ของชาวชุมชนใต้สะพาน (3 โครงการ)

 

แนวคิดการพัฒนาชุมชนใต้สะพานให้เป็นโครงการตัวอย่างในการจัดการหลายมิติทั้งด้านที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม กระบวนการจึงเริ่มตั้งแต่การจัดระบบองค์กรชุมชน การแก้ปัญหาพื้นฐานในชุมชน ไปถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ของชุมชนใต้สะพาน 65 แห่ง จำนวน 620 ครอบครัว (ประชากร 2,163 คน) โดยชุมชนเป็นผู้เลือกที่ดินด้วยตนเอง แบ่งเป็น 4 โซน คือ บริเวณประชาอุทิศ 76 บริเวณประเวศ บริเวณเพิ่มสินออเงิน การพัฒนาด้านต่าง ๆ
 
ด้านที่อยู่อาศัย สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านราคาประหยัดของชาวบ้านใต้สะพานตั้งแต่การออกแบบบ้านราคาประหยัด การออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้าน การฝึกอบรมเทคนิคสร้างบ้าน รวมไปถึงการร่วมแรงสร้างบ้านโดยชาวบ้านเอง
ด้านสิ่งแวดล้อมชุมชน จะเกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง โครงการชุมชนสีเขียว การบำบัดน้ำเสียในบ้าน การจัดระบบการกำจัดขยะและความสะอาดในชุมชน การปลูกต้นไม้ สร้างสวนหย่อม สนามเด็กเล็ก
 
ด้านเศรษฐกิจ จะเกิดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของชุมชน เพื่อสร้างงานและรายได้ เช่น กลุ่มอาชีพต่าง ๆ เช่น กลุ่มซาเล้ง ช่างก่อสร้าง ,กลุ่มหัตกรรม ,ตลาดนัดชุมชน รวมทั้งการออมทรัพย์และร้านค้าสวัสดิการชุมชน
ด้านสังคมวัฒนาธรรม เกิดกิจกรรม เด็ก-เยาวชน ผู้สูงอายุ กีฬา และศิลปะการแสดง โครงการธรรมะชุมชน คลีนิกสุขภาพ
การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้ง 4 โซน  เพื่อร่วมกันจัดการบริหารองค์กรในระยะยาว
 

6. วิจัยการพัฒนาสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำปากพนัง ในเขตเทศบาล

การดำเนินงานโครงการ ฯ
การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา มีการประสานงานกับเทศบาล ชุมชน ประชาสังคม ชมรมอนุรักษ์ ฯลฯ ใช้การสำรวจข้อมูลเป็นเครื่องมือในการดึงการมีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่ และสภาพปัญหาหรือความต้องการของชุมชน เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินงาน มีความคืบหน้าในการดำเนินงาน ดังนี้
 
  1. มีการจัดทำข้อมูลชุมชน มีการวิเคราะห์จุดอ่อน/จุดแข็ง  สามารถเห็นผู้นำ / ช่องทางการประสานกับแกนนำ / คนในชุมชน เห็นช่องทางการพัฒนากิจกรรม 
  2. มีคณะกรรมการโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมืองและพัฒนามาสู่เรื่องเมืองน่าอยู่ด้วย ซึ่งคณะกรรมการประกอบด้วย ตัวแทนจากโรงพยาบาล เทศบาล ประชาสัมพันธ์จังหวัด นายกสมาคมการท่องเที่ยว ตัวแทนจากชุมชน 10 ชุมชน
  3. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเมืองจากฐานการวิจัย  เพื่อประโยชน์ต่อการทำงาน ใช้ข้อมูลกระตุ้นให้เกิดแผนงาน และดึงการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา การสรุปผลการศึกษานำเสนอต่อเทศบาลและชุมชน ทำให้เทศบาลเห็นช่องทางในการสนับสนุนชุมชน   และส่งผลให้ชุมชนรวมตัวกันคิดกิจกรรมขึ้นมา   
  4. สนับสนุนการศึกษาดูงานที่ปัตตานี ผลที่เกิดขึ้น คือ ชาวชุมชนได้กลับมาลองทำน้ำหมักชีวภาพ และเกิดการขยายผล คือ ชุมชนเริ่มคิดเชื่อมโยงสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่มีอยู่
  5. การสัมมนาแกนนำและศึกษาดูงานกลุ่มออมทรัพย์และกลุมหัตกรรม เพื่อค้นหาศักยภาพ กระตุ้นให้แกนนำและเจ้าหน้าที่เทศบาล มีมิติในการพัฒนามากขึ้นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้  ผลที่เกิดขึ้น คือเกิดแผนพัฒนาชุมชน  สามารถสรุปเป็นแนวในการพัฒนาเป็น 3 ด้าน  คือ 1) การพัฒนาอาชีพ 2) การพัฒนาสิ่งแวดล้อม 3) การส่งเสริมด้านสุขภาพ 
  6. การทำกิจกรรม “ธนาคารขยะ” ชุมชนรามประดิษฐ์ ทีมปฏิบัติการสนับสนุนข้อมูลการดำเนินงาน มีการติดตามผล และจัดสรุปบทเรียน  กระตุ้นให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วม กิจกรรมนี้เป็นตัวเชื่อมให้เกิดเครือข่าย มีการขยายเวลาในการรับซื้อขาย ขยายสถานที่ เกิดกลุ่มเด็กและเยาวชนของชุมชนต้นหาด เทศบาลให้ความสนใจและสนับสนุนรถเข็น  ทำให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น 
  7. การสนับสนุนด้านการพัฒนาอาชีพ ได้แก่ การทำขนม เพื่อใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือนำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชน เป็นเงื่อนไขในการรวมกลุ่มของแม่บ้าน ชาวชุมชนเริ่มระดมทุนสำหรับพัฒนาอาชีพของกลุ่ม รวมทั้งเป็นช่องทางในการช่วยเหลือสมาชิกที่เดือดร้อน 
  8. ส่งเสริมกิจกรรมของเด็กเก็บขยะเพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เกิดแกนนำเยาวชนและขยายผลไปสู่ผู้ปกครอง เกิดภาคีความร่วมมือเข้ามาสนับสนุนกิจกรรม 
  9. การจัดอบรมพัฒนานักฝึกอบรมรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนานักฝึกอบรมรุ่นใหม่ ค้นหาแกนนำที่มีความเข้าใจ ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง 
  10. การเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “กลไกการพัฒนาเมืองน่าอยู่ภาคใต้” เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานพัฒนาเมืองที่ผ่านมา และเชื่อมโยงการทำงานพัฒนาเมือง
 ผลที่เกิดจากการดำเนินงาน
จากการกระบวนการดำเนินงานโครงการฯ ในช่วงที่ผ่านมา  ทำให้เกิดผลสำเร็จและมีความ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัดหลายประการ คือ
 
  1. ชาวปากพนังทั้งภาครัฐ องค์กรชุมชน และประชาชน เกิดการรวมตัวกัน และมีการจัด ตั้งภาคี หรือเครือข่ายพัฒนาเมืองปากพนังขึ้น   และมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
  2. กิจกรรมที่สนับสนุนทำให้ชาวชุมชนเกิดความตื่นตัวและอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนา
  3. การสนับสนุนศึกษาดูงานนอกสถานที่ ทำให้ชาวชุมชนได้รับประสบการณ์ตรง และสามารถนำความรู้และประสบการน์ที่ได้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในชุมชนของตนเองได้ 
  4. เกิดการขยายผล สู่กลไกในการทำงานเมืองน่าอยู่
  5. มีการใช้องค์ความรู้มาเป็นแนวทางการทำงานพัฒนาเมือง และเกิดแผนงานที่สนองความต้องการ / แก้ปัญหาในระดับชุมชน
  6. การทำโครงการธนาคารขยะและการทำน้ำหมักชีวภาพ ทำให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกในการช่วยกันอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
 

7.ปรับปรุงที่อยู่อาศัยบริเวณแนวกำแพงเมืองชั้นนอกและริมคลองแม่ข่า

 
จากการที่ชุมชนกำแพงงาม และชุมชนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณกำแพงเมืองชั้นนอกซึ่งอยู่ขนานริมคลองแม่ข่า ได้ร่วมกันจัดการดูแลสภาพแวดล้อมและช่วยกันดูแลคลองแม่ข่า ตลอดจนปลูกต้นไม้ตามแนวตลิ่ง จนกระทั่งน้ำอยู่ในสภาพดี ขยะมีปริมาณลดลง ปลาสามารถอยู่อาศัยได้ต่อมาชาวชุมชนได้ร่วมกันวางแผนการปรับปรุงขุมชนเพื่อให้มีสภาพที่ดีน่าอยู่อาศัยเพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่าพวกเขาอยู่อย่างมีความรับผิดชอบ  ประกอบกับ กรมศิลปากร โดยกองโบราณคดีที่5 เข้ามาสำรวจพื้นที่และห้ามทำการต่อเติมอาคารและปลูกบ้านเพิ่ม ทำให้ชาวชุมชนยิ่งพยายามที่จะต้องการผลักดันให้โครงการปรับปรุงสภาพชุมชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น  โดยเสนอกับกรมศิลปากรว่า  ชุมชนจะเป็นผู้ดูแลรักษาแนวกำแพง  บ้านที่ปลูกอยู่บนแนวกำแพงต้องย้ายลงมาอยู่ข้างล่าง ทำการปรับผังชุมชนใหม่  ซ่อมแซมบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมให้ดีขึ้น  และเปิดชุมชนให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชมกำแพงเมืองและงานหัตถกรรมของชาวบ้านในชุมชน   
 
ชาวชุมชนส่วนใหญ่  อาศัยอยู่บริเวณนี้มานานกว่า 40 ปี  มีวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยเมืองเพื่อความอยู่รอดของชีวิต อาชีพของชาวชุมชนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพรับจ้างและเป็นแรงงานราคาถูก อยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการซึ่งเป็นภาคการผลิตที่คู่ขนานกับภาคการผลิตที่เป็นทางการ  งานในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการได้แก่  กรรมกรก่อสร้าง  รับจ้างกวาดถนน  รับจ้างล้างจาน  รับซักรีด  กวาดบ้านถูบ้าน  ขายของในตลาด หาบเร่  รับจ้างในโรงงานฆ่าสัตว์ เป็นต้นแรงงานเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงและสร้างชีวิตให้กับเมือง แต่มักไม่ได้รับการยอมรับและถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของเมืองที่ต้องทำให้หมดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นกระบวนการของชาวชุมชนกำแพงงามและชุมชนที่อยู่อาศัยบริเวณแนวกำแพงเมืองชั้นนอก  จึงมีความสำคัญอย่างน้อย 2 ประการคือ   การสร้างพื้นที่ทางสังคมและสิทธิชุมชน  ในการอยู่ร่วมกับเมืองอย่างมีคุณค่า
 

8.โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่

 
เนื่องจากในระยะทีผ่านมา  นโยบายเรื่องเมืองน่าอยู่ เป็นวาระแห่งชาติ และมีหลายหน่วยงาน  เช่น สภาพัฒน์  กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ สนับสนุน งบประมาณ เพื่อดำเนินงานดังกล่าว  แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ที่การแปรสู่การปฏิบัติ  ในแต่ละท้องถิ่น
 
มูลนิธิชุมชนไท จึดจัดทำโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ขึ้น  โดยพัฒนากระบวนการและวิธีการจากโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง สนับสนุนให้องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา แล้วเชื่อมโยงภาคีต่างๆ  เช่น เทศบาล  นักวิชาการ ประชาสังคม  นักพัฒนา  ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ  ในท้องถิ่นเข้าร่วม  เพื่อสร้าง Model  เมืองน่าอยู่  ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม  และกระบวนการดังกล่าว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ เชิงโครงสร้างของท้องถิ่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โดยทุกฝ่ายปรับตัวเข้าหากัน
 
จึงเกิดโครงการความร่วมมือ  ระหว่างโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อม  พอช.  สสส.  สภาพัฒน์  สันนิบาติเทศบาล ฯลฯ ขึ้นระยะเวลา 3 ปี งบสนับสนุนหลักจาก สสส. ปีละประมาณ  40 ล้านบาท  งบสมทบจากโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนเมือง จำนวน 5 ล้านบาท , จาก ACHR จำนวน 2 ล้านบาท , จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จำนวน 2 ล้านบาท และ องค์กรท้องถิ่นสมทบรูปแบบต่าง ๆ
โดยในปีที่ 1 (พ.ศ.2546) ดำเนินการนำร่องใน 12 เมือง ได้ แก่ จังหวัด เชียงใหม่ , แพร่ , แม่ฮ่องสอน , อุตรดิตถ์ , อำเภอสามชุก (จ.สุพรรณบุรี) , ระยอง , อุบลราชธานี , มหาสารคาม , อำเภอปากพนัง (จ.นครศรีธรรมราช) , อำเภอหาดใหญ่ (จ.สงขลา) , ปัตตานี และ จังหวัดระนอง
 

add's images