ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

ปัญหาหลักของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ มีลักษณะเดียวกัน คือ ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินทั้งในป่า ในทะเล ปัญหาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าที่ใช้ประกอบพิธีกรรม และพื้นที่สุสานของเผ่าที่กำลังถูกรุกรานแย่งชิงจากรัฐและนายทุน รวมทั้งปัญหาการไร้สัญชาติและไร้รัฐทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกรีดไถ ขาดโอกาสทางด้านการศึกษาและการสาธารณสุข ปัญหาการถูกรุกรานวิถีชีวิตวัฒนธรรมด้วยสังคมสมัยใหม่ ปัญหาการถูกดำเนินคดีจากการทำกินในเขตพื้นที่ดินดั้งเดิมของชนเผ่าหรืออื่นๆ รวมถึงปัญหาการขาดความมั่นคงทางด้านจิตใจที่สืบเนื่องมาจากการถูกกดทับมายาวนานและปัญหาอคติชาติพันธุ์ในสังคมไทยที่ยังไม่มีความเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตของชนเผ่าต่างๆเลวร้ายลง ผลักดันให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและยากจนในสังคมไทย ที่สำคัญรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้ เริ่มก่อเค้าโครงให้เกิดปรากฎการณ์และคำถามต่างๆในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ชาวเลถูกนายทุนจ้างจับปลาสวยงาม นายทุนจ้างชาวกะเหรี่ยงตัดงาช้าง ชาวม้งจับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่บังคับย้ายพวกเขาออกจากป่า เจ้าหน้าที่รัฐเผายุ้งข้าวกะเหรี่ยง ปัญหาการประกาศเขตป่าระหว่างรัฐกับชนเผ่ากะเหรี่ยงใครอยู่ก่อน? ชาวเลถูกจับข้อหาจับปลาในเขตอนุรักษ์แต่ศาลยกฟ้อง ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้หากนำมาพิเคราะห์ให้ชัดเจนจะเห็นว่าชนเผ่าเหล่านี้ “กำลังตกเป็นเครื่องมือของนายทุนและถูกรัฐกระทำให้เป็นผู้ร้าย” โดยการจ้างให้ใช้ความสามารถพิเศษและภูมิปัญญาของพวกเขาไปกระทำผิด รวมทั้ง นโยบายรัฐที่ไปรุกรานละเมิดสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ โดยที่คนเหล่านี้ไม่มีความรู้ทางกฎหมายในการปกป้องตนเอง รวมทั้งไร้สิทธิไร้เสียงที่จะตอบโต้แม้ว่าความจริงจะถูกบิดเบือนก็ตามที ปัญหาเหล่านี้ นับเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่กระทำต่อคนในสังคม จนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อประเทศไทยเปิดเสรีอาเซียน อันจะนำมาซึ่งการสูญเสียความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาชนเผ่า และอาจจะนำมาสู่ความรุนแรงทางสังคม เฉกเช่นเดียวกับการกดทับกลุ่มชาติพันธุ์มาลายูในจังหวัดชายแดนใต้ หากรัฐบาลไทยและคนในสังคมไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนละเอียดอ่อนนี้อย่างเหมาะสม ดังนั้น คนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมกันเพื่อผลักดันนโยบายให้มี “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” ก่อนเปิดเสรีอาเซียน และเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อสังคม สาธารณะ และระดับนโยบาย ในปี 2553 มีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษที่เอื้อต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะสังคมวัฒนธรรมจำเพาะเหล่านี้ โดยให้ครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกด้าน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเพราะปัญหาต่างๆเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เครือข่ายคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง จึงมีข้อเสนอเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการแก้ปัญหา ดังนี้ 1. ให้มีมติคณะรัฐมนตรีคุ้มครองพื้นที่พิพาทระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานรัฐอื่น ๆ กับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ และกรณีพื้นที่พิพาทเอกชน ให้กระทรวงยุติธรรมเป็นคนกลางในการคลีคลายปัญหา 2. เสนอให้มีมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายแก้ปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ” โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน คือ ผู้แทนชนเผ่า องค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 3. เสนอให้มีมติคณะรัฐมนตรี จัดตั้ง “กองทุนแก้ปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” โดยสนับสนุนงบประมาณอย่างน้อยปีละ 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน การศึกษาวิจัย การฟื้นฟูวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต/ อาชีพ และการแก้ปัญหาอื่นๆ ฯลฯ โดยให้กองทุนอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามข้อ 2. 4. เสนอให้คณะกรรมการตามข้อ 2. เร่งดำเนินการ ดังนี้ 4.1 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 2553 เรื่องการแก้ปัญหาชาวเลและกะเหรี่ยง โดยเร่งประกาศพื้นที่นำร่อง “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ” ชุมชนชาวเล 8 พื้นที่ และชุมชนชาวกะเหรี่ยง 4 พื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินอยู่อาศัย และที่ทำกิน เป็นลำดับแรก 4.2 สนับสนุนการศึกษาวิจัย สำรวจรวบรวมข้อมูลของพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทุกกลุ่มเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาและประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษเพิ่มเติม 4.3 สนับสนุนการศึกษาพัฒนาให้เกิดการจัดตั้ง “องค์กรหรือสถาบัน” ที่ดูแลคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตามแนวทาง “เขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ” ภายใน 6 เดือน เช่น “สภาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย” 4.4 หาแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน ในกรณีความขัดแย้งในปัญหาที่ดินอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน เรื่องสัญชาติ และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ อย่างเท่าเทียม


ปัญหาสำคัญของคนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาและร่วมกันผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น เป็นเวลากว่า 10 ปี และกฎหมาย ดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภาแล้ว เพื่อให้กฎหมาย ดังกล่าว แก้ปัญหาคนไทยพลัดถิ่นอย่างแท้จริงและสอดคล้อง เครือข่าย ฯ ขอเสนอ รายละเอียดต่อกระทรวงมหาดไทย ดังนี้ 1. กรณี คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ตามพ.ร.บ สัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ.2555 ในมาตรา 9/1 ( 3 ) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินเจ็ดคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง นั้น โปรดพิจารณาหลักการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง / เข้าใจและมีประสบการณ์ในการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาคนไทยพลัดถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง 2. กรณีเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขอเสนอ นายวีนัส สีสุข หัวหน้างานทะเบียนราษฎร์ เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยกรรมการและเลขานุการ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการแก้ปัญหาของคนไทยพลัดถิ่น มาอย่างต่อเนื่อง มีบทบาทในการให้ข้อมูลความรู้แก่กรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกร่างกฎหมาย รวมทั้งเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการปกครอง ในระยะที่ผ่านมา 3. กรณีกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.สัญชาติ เนื่องจากหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป สถาบันวิชาการ ทั้งสถาบันวิจัยจุฬาฯ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จะร่วมกันจัดเวทีระดมความเห็นเกี่ยวกฏกระทรวงตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ดังกล่าว ในวันที่ 5 เมษายน 2555 จึงขอเชิญกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมเป็นองค์กรร่วมจัดและส่งผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ อันจะนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วมในระยะยาว 4. กรณีข้อมูลและจำนวนคนไทยพลัดถิ่น ตามพ.ร.บ. เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจจตนไทยพลัดถิ่นเป็นการเฉพาะ จึงขอเสนอให้มีกระบวนการสำรวจ / ขึ้นทะเบียน / ตรวสอบ จำนวนคนไทยพลัดถิ่นใหม่ โดยมีการตั้งคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมหลายฝ่ายในระดับจังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดประจวบ ระนอง ชุมพร พังงา ตาก และตราด ทั้งนี้ โดยใช้ข้อมูลเดิมของกรมการปกครองที่สำรวจชนกลุ่มน้อยและผู้ไร้สถานะทางทะเบียน มาเป็นฐาน 5. ให้มีมติคณะรัฐมนตรีคุ้มครองสิทธิ์ เรื่องการเดินทาง การทำงาน การรักษาพยาบาล การเข้าถึงกองการศึกษาของรัฐ การทำใบอนุญาตขับขี่ ในขณะที่อยู่ระหว่างการดำเนินการออกกฏกระทรวงและเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์และรับรองจากกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น 6. เสนอตั้งกองทุนเพื่อแก้ปัญหาคนไทยพลัดถิ่น เนื่องจากคนไทยพลัดถิ่นเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานใดๆมาเป็นเวลานาน อาทิเช่น เด็กสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ผู้สูงอายุไม่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ คนป่วยไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล ฯลฯ เพื่อให้การแก้ปัญหาสัญชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยพลัดถิ่น ก่อนเข้าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ จึงเสนอให้ตั้ง “ กองทุนแก้ปัญหาคนไทยพลัดถิ่น “ ทั้งนี้ ให้มีคณะกรรมการกองทุน ที่มีส่วนร่วมจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเครือข่ายไทยพลัดถิ่น ฯลฯ


เสียงผู้หญิงร้องขอ 8 ข้อ "วันสตรีสากล" นายกต้องได้ยิน

“วันสตรีสากล” ตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ซึ่งองค์กรที่ทำงานด้านผู้หญิงทั่วโลกจะรวมตัวกันเพื่อร่วมรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน เพราะเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์กรสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและส่งเสริมสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในสังคม มูลนิธิเพื่อนหญิงเป็นตัวแทนผู้หญิงไทย ส่งเสียงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้เด็กและสตรี 8 ข้อ สร้างความสุขให้สตรีไทยใน “วันสตรีสากล”

ตรวจสอบปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง-อุบลฯ

31 ส.ค.59 คณะทำงานย่อยทบทวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จังหวัดอุบลฯ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหา

ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

31 สิงหาคม 2559 สัมมนาวิชาการ : พลังวิชาการเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ในหัวข้อเรื่อง “การจัดการการกัดเซาะชายฝั่งโดยเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น"

ปฏิรูปการแก้ปัญหาชาวเล สู่การปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม

ปฏิรูปการแก้ปัญหาชาวเล สู่การปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม : จากรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ : กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ซึ่งผ่านสภาฯ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2559 มีสาระสำคัญ คือ ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์จำนวน 56 กลุ่ม ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ใน 67 จังหวัด มีประชากรกว่า 6 ล้านคน ในปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ

สปท. เสนอรัฐบาลยกระดับแก้ปัญหาที่ดินชาวเลอันดามัน หวังสร้างชุมชนเข้มแข็งตามแนวทางสังคมไม่ทอดทิ้งกัน

12 ก.ค.59 - นายแพทย์อำพล  จินดาวัฒนะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปชุมชนเข้มแข็ง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า สปท. ได้มีมติเห็นชอบรายงานการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็ง : กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยเตรียมเสนอให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี ปี 2553 โดยปรับกลไกแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวเลที่มีมานานขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสากล และเสนอให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ (ชาวเล)

จนท.ผนึกกำลังบุกยึดรีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะอีก 3 แปลงใหญ่เนื้อที่รวม 35 ไร่

วันนี้ (23 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโอภาส นวลมังสอ ผอ.ส่วนอุทยานสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 สำนักงานสนับสนุนป้องกันและปราบปรามที่ 4 ภาคใต้, หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักงานสนับสนุนป้องกันและปราบปรามที่ 4 ภาคใต้, อุทยานแห่งชาติตะรุเตา, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, หน่วยบังคับการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 491 เกาะหลีเป๊ะ

ประชุมร่วมภาคประชาชนและหน่วยงานราชการ ผลักดันหลักสูตรเตรียมพร้อมป้องกันภัยในโรงเรียนครบวงจร

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ประชุมร่วมภาคประชาชนและหน่วยงานราชการ ผลักดันหลักสูตรเตรียมพร้อมป้องกันภัยในโรงเรียนครบวงจร โดยบันทึกความร่วมมือกระทรวงศึกษาธิการ และ การจัดทำหลักสูตร อบรมด้านจิตเวช สำหรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทางการแพทย์และชุมชน

ปทุมพร้อมเคลื่อนงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับร่วมกับชุมชน

15 ธันวาคม 2558 เวลา 09.00 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี(นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร) เป็นประธานพิธีเปิดงานวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) แห่งชาติ ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียนและประสบการณ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อยกย่องเชิดชู ทสม. และเครือข่าย ทสม. ที่ทำประโยชน์ต่อสังคมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11 ปีสึนามิ กับการพิสูจน์แผนรับมือภัยพิบัติของภาครัฐ ชุมชน ท้องถิ่น และนโยบาย

ผ่านมาแล้ว 11 ปีเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ กับการพิสูจน์แผนรับมือภัยพิบัติ ภาครัฐ ภาคประชาชน กับนโยบายบนแผ่นกระดาษและแผนปฏิบัติของชุมชน  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลาประมาณ 10.00 น. คลื่นสึนามิพัดเข้าสู่ชายฝั่งอันดามันของไทย หนึ่งในนั้นคือบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หมู่บ้านชาวประมง เฉพาะที่หมู่บ้านแห่งนี้มีผู้เสียชีวิต 824 คน สููญหาย 54 คน หรือเกือบครึ่งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านที่อยู่ตอนนี้หลายคนเป็นผู้ที่ผ่านการสูญเสียจากภัยพิบัติที่ไม่ได้ตั้งตัวในครั้งนั้น  ในวันนี้ผ่านมาแล้ว 11 ปี ชุมชนได้มีการเรียนรู้กันด้วยตัวเองอย่างไร และมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติสึนามิอย่างไร เนื่องจากว่าเหตุการณ์ได้ผ่านมาถึงขณะนี้เป็นเวลา 11 ปี ในเชิงระดับโครงสร้าง เชิงระดับชุมชน และในระดับการป้องกันภัยจากภายในสู่ภายนอกเป็นอย่างไร

Pages

Subscribe to RSS - ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ