DSI ลงพื้นที่ภูเก็ต พบปะชาวเลราไวย์ ติดตามผลคดีฟ้องขับไล่ออกนอกที่ดินเอกสารสิทธิ์ (ผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้บุกรุก)

รองอธิบดี ดีเอสไอ ลงพื้นที่ภูเก็ต พบชาวเลราไวย์ ติดตามผลคดีฟ้องขับไล่ หลังศาลมีคำพิพากษา เผยชนะแล้วหลายคดี ขณะที่ประเด็นปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวเล ยังเป็นเรื่องของเอกสารสิทธิ์ ที่ยังไม่โดนเพิกถอน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ดิน

วันนี้ (31 ส.ค.) บริเวณลานอเนกประสงค์ใต้ต้นมะขามริมหาดราไวย์ หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์ศรีนิล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และนายพสิษฐ์ ถาวรล้ำเลิศ ทนายความกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องชุมชนชาวไทยใหม่ (ชาวเล) เพื่อติดตามผลคดีภายหลังใช้หลักฐานจากการรวบรวมของดีเอสไอ ในการต่อสู้คดีและติดตามผลการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวไทยใหม่ หลังคำพิพากษา พร้อมทั้งทำความเข้าใจในกรณีที่จะต้องมีการขึ้นศาลเพื่อให้ปากคำ โดยมีผู้นำชุมชนชาวเลราไวย์ และชาวเลราไวย์ เข้าร่วม ประมาณ 100 คน

สำหรับชุมชนชาวเลราไวย์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีประชากรประมาณ 2,000 คน 250 ครัวเรือน เป็นกลุ่มชาวเลอุรักลาโว้ย และชาวเลมอแกน อาศัยอยู่บนพื้นที่ 19 ไร่ โดยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2554 ชาวเลราไวย์เริ่มถูกฟ้องคดีขับไล่ ให้ออกจากพื้นที่ จนกระทั่งปี พ.ศ.2556 ชาวเลราไวย์ได้ยื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินการทางคดี และตรวจสอบพื้นที่พิพาท โดยอ้างว่า มีการออกโฉนดทับที่ดินที่อยู่อาศัยของตนเอง จนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินของชาวเล และกระทรวงยุติธรรมได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าตรวจสอบพื้นที่พิพาท โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการตรวจสอบ เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมศิลปากร มูลนิธิชุมชนไทย และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินของชาวเล

ระหว่างการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่แล้วเสร็จ การต่อสู้คดีของชาวเลราไวย์ประสบปัญหาเกี่ยวกับพยานหลักฐาน เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการออกโฉนดที่ชาวเลยืนยันมาโดยตลอดว่ามีสิทธิในที่ดินดังกล่าว และไม่สามารถนำสืบได้ว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวออกไม่ชอบอย่างไร เป็นเหตุให้แพ้คดีในชั้นศาล กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนเกี่ยวกับการออกโฉนด โดยอาศัยการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 เพื่อพิสูจน์สิทธิเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทว่า ฝ่ายใดได้ทำประโยชน์ในที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ประกอบกับการขุดค้นโครงกระดูกเพื่อสืบโยงหาสารพันธุกรรมว่า มีความเกี่ยวโยงกับคนในพื้นที่หรือไม่ และอายุเท่าไหร่ อีกทั้งอาศัยข้อมูลการเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ในช่วงก่อนปี พ.ศ.2497 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดิน และภาพยนตร์การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ในขณะนั้นพบบ้านเรือนของชาวเล ชาวเลมาเฝ้ารับเสด็จ และต้นมะพร้าวที่ปรากฏจากภาพดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เพื่อใช้ในการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์

ภายหลังการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และมีความเห็นว่า โฉนดออกโดยไม่ชอบ จึงได้นำพยานหลักฐานดังกล่าวที่ได้จากการตรวจสอบมาใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาของศาล ได้แก่คดีหมายเลขดำที่ พ.1160/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1439/2559 จำเลยคือนางแต๋ว เซ่งบุตร คดีหมายเลขดำที่ พ.1163/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 1440/2559 จำเลยคือ นายจรูญ หาดทรายทอง คดีหมายเลขดำที่ 1133-1136/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 106-109/2560 จำเลย คือนายแอ๋ว หาดทรายทอง นายวรวัณ หาดทรายทอง นายนิรันดร์ หยังปาน และนายบัญชา หาดทรายทอง ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษายกฟ้องทั้งหมด โดยเห็นว่าโฉนดออกไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าวได้

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์ศรีนิล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่พบปะกับชุมชนชาวเลวันนี้ จากการที่ได้ขึ้นศาลกันหลายครั้งประมาณ 7-8 คดี และล่าสุดคือเมื่อวานนี้เราก็มาขึ้นศาลเพื่อที่จะนำหลักฐานให้ไปสู่การพิจารณาของศาล แล้วก็คิดว่ามุมมองมุมหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะพบว่ามีความบกพร่องในเรื่องของการนำเสนอต่อพยานหลักฐาน โดยเฉพาะในส่วนของชาวเล วันนี้เลยเข้ามาพูดคุยกับชาวเล แล้วก็ได้สร้างข้อเสนอแนะต่างๆ ว่าเวลาขึ้นศาลควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะให้การนำพยานเข้าสู่ต่อศาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้าชาวเลได้หลงลืมเนื้อหาของตัวเอง ก็จะเป็นผลลบกับตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เลยมาพูดคุยกัน มาดูว่า พัฒนาการต่างๆ หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ชาวเล ได้มีพัฒนาการอย่างไร

วันนี้จากการได้รับฟัง พบว่าจากการได้ขึ้นศาล เขาได้นำไปถ่ายทอดให้กับชุมชนอื่น อย่างเช่นที่แหลมตุ๊กแกหรือที่จังหวัดอื่นๆ เช่นเดียวกัน การที่พวกเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเอง จะเข้าไปแนะนำไปบอกกล่าวกับกลุ่มชาวเลทุกกลุ่มคงจะเป็นเรื่องที่เขาอาจจะไม่ไว้วางใจ สู้ชาวเลด้วยกันไปถ่ายทอดจะดีกว่า เกิดความไว้วางใจมากกว่า ซึ่งตรงนี้ตนมองว่าเป็นจุดแข็งมากเลย ที่เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการนำเอาเรื่องของชาวเลมาเป็นแม่แบบ ชาวเลด้วยกันเองก็นำเอาแม่แบบนี้ไปถ่ายทอดกับชุมชนอื่นๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

สำหรับการเรียนรู้โดยภาคประชาชน ซึ่งเราก็ขอสนับสนุนวิธีคิดแบบนี้ แล้วก็ชาวเลเองก็ได้นำเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องของการวิจัย ซึ่งได้รับรางวัลประเภทดีเด่นของ สกว. ตรงนี้เราก็ยินดี เราก็บอกว่า ไม่ควรจะหยุดอยู่แค่นี้ การเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน การจะสร้างน้ำหนักของการเล่าเรื่องจะต้องมีพยานหลักฐานทางกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีเอสไอได้เข้ามารวบรวมพยานหลักฐานให้กับพวกเขาจะเป็นตัวเสริมเรื่องของการเล่าเรื่องของเขาให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น

ณ ปัจจุบันคดีที่ชาวเลขึ้นสู่ศาล จริงๆ เรามีการรวมคดีประมาณ 7-8 คดีแล้วที่เราได้นำพยานขึ้นสู่ศาลและหลายๆ เรื่องที่อยู่ในพื้นที่นี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ บริษัทบารอนฯ เรื่องของชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัย เราได้นำพยานขึ้นสู่ศาลครบหมดแล้ว อยู่ที่ศาลจะพิจารณาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

คดีที่ชาวเลชนะ ประมาณ 7-8 คดีที่ชนะมา ก่อนหน้านี้ก็เกิดการที่เราไม่ได้มีโอกาสเข้ามาช่วย เพราะว่าตอนนั้นยังไม่มีการร้องเข้ามาแต่เนื่องจากว่าคดีที่แพ้ไปเป็นโฉนดคนละแปลงกันแต่พยานหลักฐานใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้นำพยานหลักฐานนั้นไปช่วยในเวลานั้นก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อชาวเลมากขึ้น การต่อสู้คดี อยู่ที่ฝ่ายโจทก์ ถ้าเขาจะฟ้องชาวเล เราก็พร้อมที่จะนำพยานหลักฐานเพิ่มเติม ให้ศาลสั่ง ประเด็นปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวเล ตอนนี้ยังเป็นเรื่องของเอกสารสิทธิ์ ซึ่งยังไม่โดนเพิกถอน อยู่ที่ทางกรมที่ดินจะพิจารณาอย่างไร แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งเราก็ได้แนะนำให้ชาวบ้านได้เอาหลักฐานของเราไปฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งชาวบ้านก็เตรียมการอยู่ในตอนนี้ ต้องถามทางที่ดินเพราะตอนนี้ข้อมูลเรามีหมดแล้ว.พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวในที่สุด


ข้อมูลจาก ศูนย์ข่าวภูเก็ต
https://mgronline.com/south/detail/9600000089534