ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจังหวัดพังงา นักศึกษาจาก ม.เวียนนา เรียนรู้วิถีชาวเลและการเตรียมรับมือภัยพิบัติ

วันที่ 2 กันยายน 2560 ศ.ดร.พัทริค ศักดาพลรักษ์ ได้พานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวียนนา ประเทศออสเตรีย จำนวน 30 คน ที่เรียนหลักสูตรประวัติศาสตร์ชุมชน มาศึกษาดูงานชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติชุมชน และแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจังหวัดพังงา ได้พาศึกษาเส้นทางอพยพและเรียนรู้ร่วมทีมกับภัยพิบัติบ้านน้ำเค็ม หลังจากนั้นได้พาไปเรียนรู้วิถีการทำประมงดั้งเดิม และพาไปดำหาหอยหวานที่ลุ่มน้ำตะกั่วป่า ทำให้นักศึกษาและอาจารย์ประทับใจกันมาก ด้านความร่วมมือการต้อนรับ การได้เรียนรู้การเตรียมชุมชนทำงานร่วมกับรัฐที่หลาย ๆ ประเทศยังไม่มี

นายไมตรี จงไกรจักร์ ได้นำเสนอในฐานะชาวบ้านบ้านน้ำเค็มในสมัยนั้นถึงสภาพชุมชนก่อนเกิดสึนามิ จนถึงวันเกิดสึนามิเกิดความสับสนวุ่นวาย เกิดคนตาย บ้านพังเสียหาย ทั้งหมู่บ้าน โดยได้เล่าต่อว่า ในวันที่ 30 มกราคม 2547 มูลนิธิชุมชนไทร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ลงพื้นที่มาชวนพวกเราจัดทำห้องสุขา (ส้วม) จัดตั้งกางเต้นพักชั่วคราว จัดระบบชุมชนในสถานการณ์คนหมู่มาก จิตใจย่ำแย่มาอยู่รวมกัน โดยการจัดตั้งศูนย์พักชั่วคราว จัดระบบกรรมการ จัดระบบองค์กรบริหารศูนย์พัก โดยยึดหลัก "ผู้ประสบภัยต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง" จนถึงการทำแผนฟื้นฟูชุมชนร่วมกัน การตั้งกองทุนอาชีพ โดยใช้ความรู้ด้านวิชาชีพของชาวบ้านแต่ละคนที่มีอยู่ เช่น การทำผ้าบาติก การตัดเย็บ เป็นต้น 


(รูปกำลังก่อสร้างบ้าน ชุมชนบ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา พ.ศ.2549 โดยชาวบ้านได้ออกแรงช่วยกันก่อสร้าง)

หลังจากนั้นทำให้สภาพจิตใจของชาวบ้านดีขึ้น และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง จนกระทั่งนำไปสู่การสร้างบ้านแบบมีส่วนร่วม ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถได้มาร่วมกันสร้างบ้านให้กับชาวบ้านทุกคน ส่วนผู้หญิงจะช่วยกับอาหารเลี้ยงให้กับทุกคนเช่นกัน โดยได้รับการประสานงานการช่วยเหลือจากมูลนิธิชุมชนไท และบอกชาวบ้านว่า การสร้างบ้านเป็นเพียงเพื่อได้มีที่อยู่อาศัย แต่การพัฒนาคนท่ามกลางการลงมือทำจริงนั้น จะทำให้มีทั้งที่อยู่อาศัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน เราสามารถช่วยตัวเองได้ และเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ต่อไป 

ทั้งหมดนี้ เป็นการจัดตั้งของนักจัดระบบชุมชน มูลนิธิชุมชนไท ร่วมกับ พอช.หลังจากนั้นรัฐบาลมีนโยบายในการทำชุมชนบ้านน้ำเค็มเป็นพิพิธภัณ และจะย้ายชุมชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ชาวชุมชนได้ลุกขึ้นมารวมตัวกันจัดทำผังพัฒนาชุมชนเองและเสนอกับรัฐบาล จนทำให้ชุมชนอาศัยในพื้นที่ต่อไปได้ ซึ่งเห็นชัดเจนว่า การพัฒนาคนท่ามกลางการปฏิบัติจริง จะยกระดับความคิดการพัฒนา จนชุมชนทำเรื่องเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ในปี 2550 ผสานความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาอื่น ๆ ให้ร่วมสนับสนุนชุมชน

จากวันที่มูลนิธิชุมชนไท พอช. และองค์กรภาคีต่างๆ เช่น มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิอันดามัน เป็นต้น เข้ามาที่บ้านน้ำเค็ม ทำให้เราฟื้นคืนชีวิต และพัฒนามาถึงวันนี้ได้ ทำให้เราได้ไปแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ภัยพิบัติทั่วโลก และทีมอาสาสมัครของพวกเรายังอาสาไปช่วยภัยพิบัติทุกที่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จนทำให้อาสาสมัครเป็นอาสามืออาชีพและมีจิตสาธารณะถาวรจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้นนักศึกษาได้ซักถามแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ และชื่นชมว่า ไปดูงานมาหลายประเทศ ที่นี่น่าจะเป็นประเทศที่ 1 ของโลกที่น่าศึกษาเรียนรู้ 

สุดท้ายนี้ขอบคุณ ส.อบต.สมศักดิ์ คุณวันชัย คุณประยูร คุณศักดา และทีมงานทุกคน ที่ร่วมต้อนรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นอย่างดี

หลังจากนั้นได้พานักศึกษาไปดูงานที่ชุมชนชาวเลทับตะวัน จังหวัดพังงา โดยที่ศาลบรรพบุรุษ นางสาวอรวรรณ หาญทะเล ชาวเลชุมชนทับตะวันได้ถ่ายทอดประสบการณ์และเล่าถึงเรื่องราวของสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 ว่า ชาวเลมอแกลนชุมชนทับตะวันไม่มีใครเสียชีวิต เพราะว่าเรื่องคลื่นยักษ์ได้เป็นตำนานที่เคยถูกเล่าต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษถึงรุ่นปัจจุบันว่า ก่อนคลื่นยักษ์จะมา น้ำจะแห้ง จะเห็นปลาตัวใหญ่นอนอยู่ในทะเล บรรพบุรุษสอนให้วิ่งหนี เพราะนั้นคือสัญญาณเตือนว่าคลื่นยักษ์กำลังจะมาทำลายกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างไป เพราะเหตุนี้จึงทำให้ชาวเลไม่เสียชีวิต เป็นเรื่องเล่าที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต เกิดจากภูมิปัญญาที่ถูกสั่งสอนกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่ให้รู้จักทะเล รู้จักธรรมชาติ รู้จักการดูฟ้า ดูลม ไม่ลบหลู่ท้องทะเล 

ในการศึกษาดูงานที่ชุมชนชาวเลทับตะวันในครั้งนี้ เยาวชนในชุมชนได้ร่วมกันต้อนรับเป็นอย่างดี และยังได้แสดงรำพื้นบ้านให้ได้ชื่นชม หลังจากนั้นเด็กเยาวชนยังได้เป็นไกด์พาเที่ยวชมภูมิทัศน์ ระบบนิเวศน์ ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติชุมชนชาวเลทับตะวัน ทำให้นักศึกษาจาก ม.เวียนมา มีความประทับใจมาก และอำลาด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน เป็นภาพถ่ายที่เต็มไปรอยยิ้มและมิตรภาพที่ดีต่อกันตลอดไป