ประชุมกรรมการพีมูฟร่วมกับรัฐบาล ยืนยันแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน 200,000 ครัวเรือน

11 ก.ค.2561 การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ครั้งที่ 2/2561 วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 ณ ห้องประชุม 109 ชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทน ขปส. และชาวบ้าน 3 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ เข้าร่วมการประชุม

ในการประชุมได้มีวาระเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม , การปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม , การปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการฯภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม นอกจากนั้นได้มีการรายงานผลการดำเนินงานต่าง ๆ หลังจากที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาได้ลงนามการแก้ไขปัญหาร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เช่น การดำเนินโครงการโฉนดชุมชน , ผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง , การแก้ไขปัญหาการเยียวยาชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ , การแก้ไขปัญหาด้านคดีความกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น

ส่วนประเด็นการพิจารณาในครั้งนี้คือประเด็นการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมที่เป็นกรณีเร่งด่วน ดังนี้ 
1.กรณีการแก้ไขปัญหาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก บ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 7 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งราษฎรผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 6 ราย ไม่ขอรับเงินช่วยเหลือ แต่ขอรับเป็นที่ดินทำกินแทนในบริเวณเดิมหรือบริเวณใกล้เคียง

2.กรณีกรมที่ดินได้เสนอร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ชุมชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พ.ศ.........

3.การดำเนินการจัดที่ดินในรูปแบบแปลงรวม

4.กรณีราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฝั่งแดง จำนวน 9 ราย ขอให้พิจารณาจ่ายเงินชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและจัดหาที่ดินทำกินให้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม

5.กรณีการดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

6.การดำเนินโครงการโฉนดชุมชน

7.การแก้ไขปัญหาของชุมชนชาวเล

8.กรณีชุมชนหนองกิลเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเรื่องการบุกรุกที่ดินระหว่างชาวบ้านในชุมชนกับเอกชน โดยมีการออกเอกสารสิทธิ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และ

9.การสนับสนุงบประมาณด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย

โดยทั้งหมดนี้ ขปส.ได้ขอให้พิจารณาเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของ ขปส.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอว่า ประเด็นใดอยู่ในอำนาจหน้าที่คณะอนุกรรมการติดตามการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เช่น กรณีการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือกรณีที่มีความสำคัญเร่งด่วนหรือมีผลกระทบเป็นวงกว้าง เป็นต้น เห็นควรให้นำเสนอคณะอนุกรรมการติดตามฯเพื่อพิจารณาต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการในส่วนของ ขปส. ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเนื้อหาในหนังสือระบุถึงความกังวลใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินภายใต้นโยบายของคณะกรรมการนโยบายทีดินแห่งชาติ (คทช.) และขอให้มีการเดินหน้าดำเนินงานเรื่องโฉนดชุมชนต่อไป โดย ขปส.ได้ให้ข้อมูลว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๔๕/๒๕๖๑ ได้มอบหมายให้พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการประสานงานเพื่อให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) และนายสุวพันธ์  ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ปจช. นั้น ทำให้การดำเนินงานแก้ปัญหาที่ดินเดินหน้าต่อไปตามนโยบายโฉนดชุมชน ซึ่ง ขปส. มีความมั่นใจถึงแนวทางโฉนดชุมชนที่นำมาแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีจำนวนชุมชนล่าสุดที่อยู่ระหว่างรอการดำเนินการถึง 486 ชุมชน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งการแก้ไขปัญหาของชุมชนเหล่านี้ ได้เป็นนโยบายมาจากความต้องการของชุมชนที่ได้รวมกลุ่มกันนำเสนอจนเกิดเป็นนโยบาย และ ขปส. ได้พิสูจน์การดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตให้สาธารณะได้รับรู้ถึงการจัดระบบภายในชุมชนตนเองได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งชุมชนสมาชิกของ ขปส. มิได้มีเพียงการจัดระบบด้านที่ดินเพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศอย่างเดียว หากแต่ยังมีการจัดระบบคุณภาพชีวิต การช่วยเหลือเกื้อกูลด้านต่าง ๆ ภายในชุมชนอีกด้วย
 
ขปส.ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 นั้น ขปส. มีความกังวลใจกับมติ คทช. เนื่องจากหากมองไปถึงแนวปฎิบัติการส่งมอบที่ดินตามนโยบายของ คทช. นั้น 1. สิทธิต่าง ๆ ไม่ได้มาถึงชุมชนอย่างแท้จริง และสิทธิการจัดการที่ดินเป็นเพียงแค่เปลี่ยนหน่วยงานราชการ มายังผู้ว่าราชการจังหวัดแทนเท่านั้นเอง และชุมชนยังไม่สามารถจัดการชุมชนได้อย่างแท้จริง 2. การจัดที่ดินตามนโยบาย คทช. เป็นการจัดระบบใหม่ทั้งหมด โดยอาจจะยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นจริงของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน แล้วจะทำให้ส่งผลให้ชุมชนที่อยู่เดิมต้องล่มสลายตามไปด้วย 3. เรื่องความมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการที่ดินตามนโยบายของ คทช.นั้น ขปส.เห็นว่ายังไม่มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมเลย และหากใช้มติของ คทช. ก็อาจทำให้การแก้ไขปัญหาบางกรณี จะเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด หรืออาจทำให้ชุมชนนั้นไม่สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมตามวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ เช่น ชุมชนชาวเล ที่ต้องอาศัยทำมาหากินตามแนวชายฝั่งทะเล เป็นต้น
 
โดยในหนังสือ ขปส.ยังยืนยันการดำเนินงานโฉนดชุมชนเป็นนโยบายหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยตามที่ได้ลงบันทึกข้อตกลงกับผู้แทนรัฐบาล (กขป.๕) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 และ ใคร่ขอให้ท่านได้ให้ความสำคัญถึงการแก้ปัญหาตามนโยบายโฉนดชุมชน พร้อมทั้งให้เกิดการแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว สุดท้าย ขปส.เห็นว่าการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาลนั้น ขปส.ขอให้รัฐบาลได้ใช้แนวทางการแก้ปัญหาทั้งในรูปแบบ คทช.และแนวทางในรูปแบบโฉนดชุมชนควบคู่กันไป ซึ่งพื้นที่โฉนดชุมชน 486 พื้นที่นั้น ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างมีคุณภาพ ที่จะเป็นแนวทางสู่ทางออกในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนได้ และจะเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนให้กับชุมชนกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้นโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาลเป็นจริงได้มากขึ้น