คืนสิทธิ์ที่ดิน คืนถิ่นหาปลา ร่วมพัฒนา เขตคุ้มครองวัฒนธรรม

โดย สุวัฒน์  คงแป้น

ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวน 56 กลุ่ม ประชากรกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยมาเป็นเวลานาน เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ชาวเล 5 จังหวัดชายฝั่งอันดามันในจังหวัดภาคใต้ เป็นต้น

กลุ่มชาติพันธุ์ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้มีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและภูมิปัญญาในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยต่อกัน ระหว่างคนกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิถีและปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ต่างกับสังคมใหญ่

การพัฒนาประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในทุก ๆ ด้าน เช่น ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ถูกเบียดขับโดยวัฒนธรรมใหม่ที่มาพร้อมกับการพัฒนายุคใหม่ ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองถูกลิดรอนสิทธิ มีสถานะไม่มั่นคง เป็นกลุ่มชายขอบเปราะบางทางสังคม

ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองได้รับรองสิทธิตามกฎหมายไทยและปฏิญญาสากลหลายประการ

1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 70 ได้ระบุถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย

2) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ข้อ 4.3.5 ระบุว่า “สนับสนุนการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความตระหนักในสิทธิมนุษยชน สร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของกลุ่มชน สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของคนในท้องถิ่น สร้างความเข้าใจและจุดร่วมบนความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ฯ

3) ประเทศไทยได้รับรองปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 โดยสาระสำคัญระบุว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิในที่ดิน เขตแดน และทรัพยากร ซึ่งพวกเขาครอบครองและเป็นเจ้าของตามประเพณี หรือเคยใช้ หรือเคยได้รับมาก่อน รัฐจักต้องทำให้การยอมรับและคุ้มครองในทางกฎหมาย” รวมทั้งได้รับรองเป้าหมายการพัฒนาที่ยังยืน (Sustainable Development Goals) ในฐานะวาระการพัฒนาแห่งสหประชาชาติภายหลังปี ค.ศ.2015 ซึ่งหัวใจของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้คือจะเน้นการพัฒนาที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง (Inclusive development principles)

ชนเผ่าชาติพันธุ์ชาวเล หนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ชาวเลในประเทศไทยมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอูรักลาโว้ย ปัจจุบันมีประชากรทั้งหมดประมาณ 14,000 คน อาศัยอยู่ตามเกาะและชายทะเลฝั่งอันดามัน ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล รวมทั้งหมด 43 ชุมชน โดยมีหลักฐานว่าชาวเลเหล่านี้อยู่อาศัยในดินแดนประเทศไทยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 300 ปี สืบทอดวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณี และวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน

นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทำให้นักธุรกิจกว้านซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ที่ดินบางแห่งมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบ และทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของชาวเล นอกจากนี้การประกาศเขตอนุรักษ์ทั้งบนบกและทางทะเล ทำให้พื้นที่ทำกินของชาวเลลดน้อยลง ปัญหาเหล่านี้สะสมมานาน และปะทุรุนแรงขึ้นภายหลังเหตุการณ์สึนามิในปี พ.ศ.2547 ชาวเลและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงได้รวมตัวกันนำปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขาผลักดันให้รัฐบาลแก้ไข

จากปัญหาสู่มติคณะรัฐมนตรี

หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ ชาวเลได้ร่วมกับผู้ประสบภัยเป็น “เครือข่ายชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิ” พัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่าย และจัดทำข้อเสนอของตนเองไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและทำให้สาธารณะได้รับรู้ ซึ่งจากการประมวลพบว่า ชาวเลมีปัญหา 9 ด้าน ได้แก่ ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ปัญหาสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมของชาวเล ปัญหาพื้นที่ทำกินในทะเล ปัญหาเรื่องการศึกษา ปัญหาขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม ปัญหาด้านสุขภาวะ ชาวเลบางคน ยังไม่มีบัตรประชาชน ปัญหาอคติด้านชาติพันธุ์ ปัญหาเด็กและเยาวชน

โดยได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2553 ภายใต้แนวคิดการจัดตั้ง “เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล” โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นำปัญหาดังกล่าวไปวางแผนและขับเคลื่อนแผนงานพร้อมกับสนับสนุนให้มีการจัดงาน “วันนัดพบชาวเล

เข้าสู่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ชาวเลได้มีการพัฒนาความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ ด้าน เพื่อเตรียมตัวก้าวไปสู่นโยบายเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยการเจรจากับอุทยานเพื่อให้เกิดการผ่อนปรนการทำมาหากินทางทะเลซึ่งประกาศทับที่ การต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เช่น มอแกลนทับตะวัน จังหวัดพังงา ไม่เพียงต่อสู้เรื่องที่ดินเท่านั้น ยังส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านกลุ่มเด็กและเยาวน รวมทั้งการจัดการท่องเที่ยววิถีชาวเล เป็นต้น การต่อสู้เหล่านี้มีเป้าหมายและแนวคิดที่ชัดเจนคือ “คืนสิทธิที่ดิน คืนถิ่นหาปลาก้าวสู้เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม” แต่กระนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลยังคงอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควรได้แก่

  • ชาวเลไม่ต่ำกว่า 25 ชุมชน ยังไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย
  • จำนวน 7 ชุมชน มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับเอกชน
  • ชาวเลกว่า 200 ครอบครัว ถูกฟ้องขับไล่ สู้คดีในชั้นศาล
  • ที่ดินสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรม ถูกเอกชนอ้างสิทธิ์ไม่สามารถเข้าไปฝังศพได้ 15 แห่ง ฯลฯ
  • ชาวเลจำนวน 441 คน ไม่มีบัตรประชาชน
  • ชาวเลจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เช่น การศึกษา , สาธารณสุข
  • ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความเชื่อม ถูกเบียดขับ โดยวัฒนธรรมใหม่
  • ความมีอคติทางชาติพันธุ์ยังคงอยู่

ดังนั้น การจัดงาน “รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 9” เมื่อต้นเดือน ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ อนุสรณ์สถาน บ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จึงมีความเห็นว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวให้ เป็นจริง เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล นักพัฒนา นักวิชาการ นักกฎหมาย ตลอดจนองค์กรสนับสนุนต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อน “เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวเล” ไปสู่ระดับนโยบาย โดยจัดทำร่าง “พระราชบัญญัติเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง” ซึ่งก่อนหน้าได้มีนักกฎหมายจิตอาสาลงพื้นที่หาข้อมูลเพื่อยกร่าง ทั้งนี้ ด้วยตระหนักว่า รัฐ ต้องมีนโยบายที่สมดุลระหว่างการพัฒนากับการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง เป็นการแก้ปัญหาที่เป็นธรรม ยั่งยืน