กรรมการสิทธิมนุษยชน กรรมการชาวเล และมูลนิธิชุมชนไท ติดตามการสร้างบ้านและเสนอแนวทางการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวเลร่วมกัน

นางเตือนใจได้เข้าหารือกับนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ก่อนจะลงพื้นที่ชาวเล เพื่อติดตามสถานการณ์และการเยียวยา หลังจากหมู่บ้านชาวเลถูกไฟไหม้ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 โดยผู้ว่าฯ บอกว่า ขณะนี้กำลังเร่งฟื้นฟูและเยียวยาชาวบ้าน โดยเร่งสร้างบ้านหลังใหม่ซึ่งแข็งแรงมั่นคงกว่าบ้านหลังเดิม รวมทั้งดูแลเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลทุกวัน และเรื่องสัญชาติกำลังตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพื่อช่วยเหลือคนที่ยังไม่มีบัตรประชาชน 

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะซึ่งประกอบด้วย นายจำนง จิตรนิรัตน์ กรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเล ได้เดินทางลงพื้นที่ชาวเลชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ในวันที่ 1-2 มีนาคม 2562 และได้เห็นว่าการสร้างบ้านหลังใหม่และมีความคืบหน้าไปมาก โดยชาวเลส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ในเต็นท์ และบางคนนอนใต้ถุนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ  

นางเตือนใจ ดีเทศน์ บอกว่า หลังจากได้ลงดูพื้นที่แล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นกังวล เนื่องจากทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันจนดำเนินการคืบหน้าไปได้มากโดยเฉพาะเรื่องการสร้างบ้าน และได้มีการแก้ไขแบบให้บ้านกว้างขวางขึ้นตามข้อเสนอของขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และอาจมีการต่อเติมในอนาคตตามความจำเป็นของแต่ละครอบครัว แต่ปัญหาหลักประการหนึ่งที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขคือเรื่องสถานะบุคคล เพราะมีชาวเลมอแกนไม่มีบัตรประชาชน ประมาณ 80 คน และถือบัตรเลขศูนย์ อีกกว่า 100 คน ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบประวัติ ถ้าเขาเกิดในประเทศไทยก็จำเป็นต้องหาหลักฐานและพยานมายืนยัน โดยการแก้ปัญหานี้ เราจำเป็นต้องคุยกับระดับนโยบายในเรื่องของหลักการก่อน เพราะชาวเลบางกลุ่มเขาอยู่ตามเกาะต่างๆ และเคลื่อนย้ายกันไปมาตามวิถีดั้งเดิม แต่เมื่อเกิดเส้นแบ่งแดนทีหลัง พวกเขาก็ยังเดินทางกันไป-มา ระหว่างเกาะเพื่อเยี่ยมเยียนกัน ทั้งจากเกาะที่อยู่ในประเทศไทยและเกาะที่อยู่ในพม่า ดังนั้นเราควรหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในระดับนโยบายและพื้นที่

นายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ บอกว่า การสร้างบ้านจะเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ และตอนนี้ข้าวของบริจาคที่ได้รับความช่วยเหลือมีจำนวนมาก ชาวเลบางครอบครัวต้องใช้เต็นท์ 2 หลังในการเก็บข้าวของ ส่วนในช่วงฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึงไม่น่าเป็นห่วง เพราะทุกคนได้หาอุปกรณ์หาปลาและสัตว์น้ำแบบง่าย ๆ ไว้แล้ว เช่น เบ็ด ฉมวงยิงปลา เป็นต้น

นายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ กรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล บอกว่า หลังจากการสร้างบ้านเสร็จแล้ว ระยะต่อไป ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพิจารณาในเรื่องที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวมอแกน เช่น วิถีวัฒนธรรมของชาวเล เพราะส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพิงอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้นทุกฝ่ายควรร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวเลให้ดีขึ้น โดยหาทางให้พวกเขาได้ประกอบอาชีพและทำมาหากินกับทะเลมากขึ้น เพราะในหลายพื้นที่ประสบปัญหาติดขัด ซึ่งมักมีเงื่อนไขของกฎหมายอุทยานเป็นข้ออ้าง โดยที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการชาวเลในชุดก่อนๆ ได้พิจารณาถึงการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือการทำประมงหลากหลายขึ้นได้

ส่วนพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลควรได้รับการส่งเสริมด้วย โดยชาวเลในฐานะเป็นเจ้าของพื้นที่มาเก่าก่อน ควรให้พวกเขาได้ใช้ทรัพยากรที่เคยใช้มาได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันกำหนดกติกาที่เหมาะสม ไม่ควรห้ามพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เป็นคนนอกได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อันดามันครอบคลุมในทุกมิติเช่นกัน 

นายไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท บอกว่า มูลนิธิชุมชนไท ได้ลงพื้นที่ชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ หลังบ้านถูกไฟไหม้ 1 วัน โดยเข้าไปเพื่อสร้างกระบวนการบริหารจัดการให้กับชาวเลและสร้างการมีส่วนร่วมของชาวเลเพื่อการฟื้นฟูหมู่บ้านของตนเอง เช่น ชาวเลเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบบ้าน การสร้างบ้าน ตลอดจนการบริหารจัดการกับสิ่งของบริจาคที่มีจำนวนมาก เป็นต้น อย่างไรก็ตามที่ยังน่ากังวล คือ ในช่วงฤดูมรสุม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นั้น เป็นช่วงที่ชาวเลขาดรายได้จากการทำประมง และทรัพย์สิน เงิน ที่มีอยู่ก็ถูกไฟไหม้ไปแล้ว มูลนิธิชุมชนไทจึงได้มีแนวทางในการช่วยเหลือ โดยการระดมข้าวสารจากเพื่อนเครือข่ายและภาคีต่าง ๆ ให้กับชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ ทั้ง 81 ครอบครัว ให้มีเพียงพอในช่วงมรสุมนี้ แต่ที่สำคัญ คือ ในระยะยาวนั้นหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ควรได้มาร่วมกันดำเนินการเพื่อให้ชาวเลมอแกนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตนเองในทุกระดับ เช่น การจัดการขยะ การจัดการห้องน้ำ การใช้พื้นที่ของชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวเล และอาจมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักเพื่อใช้บริโภคในชุมชนด้วย

ขอขอบคุณเนื้อหาข้อมูลจาก
สำนักข่าวชายขอบ : http://transbordernews.in.th/home/?p=22768