มูลนิธิชุมชนร่วมมือกับ EU Covid หนุนเสริมให้ชุมชนผ่านวิกฤตโควิด

2 กุมภาพันธ์ 2564
สมจินต์ ชูช่วย หนึ่งในประชากรแฝงของจังหวัดภูเก็ต ที่แม้จะไร้ความช่วยเหลือจากทางรัฐ แต่ได้มองเห็นความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องสำคัญในการรับมือกับวิกฤตการระบาดของโควิด-19

เสียงสะท้อนและเรื่องเล่าเปลี่ยนชีวิต จากผู้ประสบภัยจากโควิด-19 และได้รับความช่วยเหลือจากโครงการอียูรับมือโควิด EU Covid-19 Response and Recovery Project ว่า ได้ย้ายมาอยู่ในจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ปัจจุบันทำอาชีพรับเหมากระจกอลูมิเนียม และอาศัยอยู่ที่ชุมชนสระต้นโพธิ์ ซึ่งก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 2-3 หมื่นบาท สามารถจุนเจือและดูแลครอบครัวได้อย่างไม่มีปัญหา แต่หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้น ชีวิตต้องเผชิญศึกหนัก เพราะงานที่เคยทำมีจำนวนลดลง แต่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังมีอยู่คงเดิม ทั้งค่าผ่อนรถ ค่าอาหารประจำวัน และค่าเงินสำหรับให้ลูกไว้ใช้ตอนไปโรงเรียน และช่วงที่ชีวิตลำบากที่สุดคือช่วงที่เกิดการระบาดหนักขึ้นจนต้องมีการล็อคดาวน์จังหวัดภูเก็ต ทำให้ทั้งครอบครัวมีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อเดือน ตลอดทั้ง 3 เดือน ทำให้ครอบครัวตกอยู่สถานการณ์ที่ลำบากอย่างมาก

“มาตราการการช่วยเหลือของทางรัฐท้องถิ่น ก็เข้าไม่ถึง เพราะเราเป็นประชากรแฝง มาจากต่างจังหวัด เขามองข้ามประชากรแฝง เพราะไม่มีทะเบียนบ้านอยู่ในภูเก็ต”

นายสมจินต์ กล่าวต่อว่า ถึงตัวเขาและเพื่อนในชุมชนต่างก็เป็นเป็นประชากรแฝง ที่ถูกละเลยจากรัฐและเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ แต่ทุกคนต้องอยู่รอดให้ได้ จากการที่ช่วยเหลือตนเอง  

“สิ่งที่ทำได้ตอนนั้น คือ การรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เช่น ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ ทำอาหารแปรรูป เพื่อจะให้เรามีกินมีใช้โดยไม่ต้องไปซื้อ และเราก็ค่อยขายเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม แต่ยังไงต้องการให้มีคนมาหนุนเสริมเรา เช่น อุปกรณ์หรือพันธุ์สัตว์ เพราะช่วงวิกฤต เงินทุนเราหมด ตอนนี้เราเริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่จะให้มันอยู่ต่อได้ ต้องมีคนมาช่วยทั้งการให้ข้อมูล และเงินทุน”

สมจินต์ กล่าวว่า โชคยังดีที่ตนเองเป็นสมาชิกที่ทำเรื่องการต่อสู้เรื่องที่ดินร่วมกับมูลนิธิชุมชนไท ภายใต้โครงการ #ที่ดินคือชีวิต เมื่อปีที่ผ่านมา 

ในปีนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือผ่านมูลนิธิชุมชนไท อีกครั้ง ภายใต้ใครงการอียูรับมือโควิด ที่เข้ามาให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเอง พร้อมมอบหน้ากากอนามัย ถุงยังชีพ และร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลหาแนวทางแก้ไขร่วมกันในชุมชน รวมไปถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพและความมั่นคงทางอาหารเพื่อรับมือวิกฤตการณ์ในอนาคตอีกด้วย ผมขอบคุณมากที่อียูให้ความสำคัญ ให้ความรู้ ให้การหนุนเสริม เพื่อให้เราได้เดินต่อไปได้

จริง ๆ แล้ว ความต้องการที่อยากได้มากที่สุด คือ ความรู้ เพราะชาวบ้านไม่ได้มีความรู้มากหรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลมากนักในการประกอบอาชีพ ถ้าชาวบ้านมีความรู้ ก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนเพื่อรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ได้ในอนาคตมากขึ้น

สุดท้าย สมจินต์กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในครั้งนี้เกิดเป็นวงกว้างทั่วโลก ไม่ได้เกิดเฉพาะที่ใดที่หนึ่ง จึงทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ช้า การช่วยเหลือก็ควรจะเป็นตามลำดับความรุนแรงและผลกระทบของแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างออกกันไป เช่น บริบทของที่ภูเก็ตที่กระทบมากที่สุดคือ การท่องเที่ยว เพราะรายได้กว่า 90% มาจากนักท่องเที่ยว เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว ที่นี่จึงล้มทั้งระบบ ถ้าเรารู้บริบทและความรุนแรงของแต่ละที่ได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูได้อย่างตรงจุดและถูกต้องได้

กิจกรรมที่สมจินต์ได้รับความช่วยเหลือนั้น ได้รับการสนับสนุนจากอียู European Union in Thailand ร่วมกับ ActionAid Thailand และ มูลนิธิชุมชนไท ท่านสามารถอ่านเรื่องราว และเสียงสะท้อนเพิ่มเติม หรือกิจกรรมอื่น ๆ ของโครงการของเราได้ที่